Sorry, you need to enable JavaScript to visit this website.
แชร์สิ่งนี้ บทความ
X
ช่วง 1 – 3 เดือน: เพิ่มน้ำหนักเพื่อลูกน้อย

ช่วง 1 – 3 เดือน: เพิ่มน้ำหนักเพื่อลูกน้อย

(0 ทบทวน)

คุณแม่ตั้งครรภ์มักประสบปัญหาในการควบคุมน้ำหนักตอนท้อง ต้องใส่ใจอาหารทุกมื้อและออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเพิ่มน้ำหนักจึงยากที่จะหลีกเลี่ยง ทั้งยังสำคัญที่สุดต่อสุขภาพของลูกน้อยอีกด้วย

วันพฤหัส, มิถุนายน 29th, 2017

เราทุกคนต่างประสบปัญหาในการควบคุมน้ำหนัก เราจะต้องใส่ใจอาหารทุกมื้อและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีหุ่นสวยและแข็งแรง แต่ระหว่างตั้งครรภ์ การเพิ่มน้ำหนักกลับกลายเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง แถมยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อสุขภาพของลูกน้อยด้วย ดังนั้น ควรมีการปรับทัศนคติเล็กน้อยเพื่อให้เห็นว่าการเพิ่มน้ำหนักเป็นสิ่งที่ดี แถมยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับพัฒนาการด้านสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์การที่คุณห้ามตัวเองและทารกน้อยไม่ให้รับประทานอาหารและของขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพจะก่อให้เกิดผลร้ายแรงตามมาได้ ถ้าคุณมีน้ำหนักไม่เพียงพอ ทารกแรกเกิดของคุณจะมีน้ำหนักน้อยลงไปด้วย ลูกน้อยของคุณก็จะยิ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาด้านการพัฒนาการและสุขภาพ

ในทางกลับกัน หากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมีระดับสูงเกินไปก็อาจทำให้มีปัญหาเรื่องคลอดบุตรยากและคุณจะลดน้ำหนักลงหลังคลอดได้ยากด้วยเช่นกัน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักขึ้นทีละน้อย ๆ ขณะตั้งครรภ์ แต่อย่ากังวลไปหากคุณไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะผู้หญิงแต่ละคนมีอัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ (อัตราส่วนน้ำหนักต่อส่วนสูง) ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ สำหรับผู้หญิงที่มีน้ำหนักเหมาะสมอยู่แล้วในช่วงก่อนตั้งครรภ์ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักขึ้น 11 – 16 กิโลกรัม (25 – 35 ปอนด์) คุรควรปรึกาผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพเกี่ยวกับระดับน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวคุณ

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากอะไร ?

คุณอาจจะรู้สึกสบายใจที่ได้รู้วว่าหน้าท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นนั้นเกิดจากอะไรแท้จริงแล้ว ไม่ได้เกิดจากการเจริญเติบโตของลูกน้อยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากน้ำหนักตัวคุณเองและน้ำหนักของทารกอย่างละครึ่ง

ตารางแสดงระดับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์

น้ำหนักทารกเฉลี่ย  3.4 ก.ก.
รก  0.6 ก.ก.
น้ำคร่ำ 1.0 ก.ก.
มดลูกที่ขยายตัวขึ้น 1.0 ก.ก.
หน้าอกที่ขนาดใหญ่ขึ้น 0.5 ก.ก.
ปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้น 1.5 ก.ก.
ไขมันในช่องท้องของแม่ 3.0 ก.ก.
น้ำนมแม่ 1.5 ก.ก.
น้ำหนักที่เพิ่มขึ่นจากแม่โดยเฉลี่ย 12.5 ก.ก.

 

ข้อสำคัญ

ฟังเสียงจากร่างกายของคุณ เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทำตัวกระฉับกระเฉง และมีทัศนคติที่ดีต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น คุณกำลังจะสร้างมนุษย์ตัวน้อย ๆ ไปอีก 9 เดือนต่อจากนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

ปัญหาที่พบในการตั้งครรภ์ : การรับมือโรคท้องผูก

โรคท้องผูกเป็นอาการที่พบได้โดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนที่ 6 – 9 การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ การดื่มน้ำและการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอาการโรคท้องผูกได้
• ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง (เช่น ผักและผลไม้สด ขนมปังโฮลวีท ถั่วเมล็ดแข็ง ถั่วฝักอ่อน ถั่วเลนทิล เป็นต้น)
• เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำด้วยการเดินหรือว่ายน้ำ เป็นต้น การออกกำลังกายเป็นประจำ (ตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ) จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนบริเวณช่องท้องได้อย่างสะดวก
• ดื่มน้ำลูกพรุนหรือทานซีเรียลธัญพืชที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์เป็นมื้อเช้า

อาการแพ้ท้องและคลื่นไส้

อาการคลื่นไส้พบได้โดยทั่วไปในสตรีที่ตั้งครรภ์ในระยะแรก แต่อาการดังกล่างจะหายไปในสัปดาห์ที่ 14 ผู้หญิงแต่ละคนมีวิธีรับมือต่างกัน วิธีด้านล่างนี้อาจช่วยคุณได้
1. รับประทานอาหารแห้ง ๆ (เช่น แคร็กเกอร์ และซีเรียล) ก่อนลุกจากเตียงในตอนเช้า
2. รับประทานอาหารทีละน้อย แต่หลาย ๆ มื้อ เพื่อไม่ให้ท้องว่าง
3. รับประทานอาหารประเภท Cold meals ที่มีกลิ่นไม่แรง (เช่น แซนวิช สลัดและโยเกิร์ต)
4. ดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร ไม่ใช่ขณะรับประทานอาหาร
5. หาคนทำอาหารให้ เพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นฉุนจากการประกอบอาหาร
6. ดื่มน้ำมาก ๆ
7. ทานอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่หลายมื้อ
8. เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ

อาการจุกเสียด

อาการจุกเสียดจะเกิดบ่อยขึ้นในระยะท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ ไม่น่าแปลกใจเลยเพราะ อาการดังกล่าวเกิดจากการที่ทารกในครรภ์ของคุณเติบโตขึ้น มดลูกของคุณก็ขยายใหญ่ขึ้นจนไปกดทับอวัยวะต่าง ๆ ในช่องท้องของคุณ เพื่อบรรเทาอาการจุกเสียด ควรปฏิบัติดังนี้

• ทานอาหารไขมันต่ำมื้อเล็ก ๆ แต่ถี่ขึ้น และดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร ไม่ใช่ขณะรับประทานอาหาร
• งดอาหารรสจัดและมีสภาพเป็นกรด เช่น มะเขือเทศ ผลไม้รสเปรึ่ยวและน้ำผลไม้ต่าง ๆ
• หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
• หลีกเลี่ยงกาแฟ ชา น้ำอัดลมและช้อคโกแลต
• หลังรับประทานอาหารเสร็จ 2 ชั่วโมงจึงนอนพักได้
• เลือกรับประทานอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของมิ้นต์ (รวมทั้งหมากฝรั่ง ลูกอม และชาสมุนไพร เป็นต้น)
• ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหากยังมีอาการจุกเสียดอยู่

อาการบวมน้ำ

อาการบวมน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณขา และข้อเท้า เป็นอาการที่พบมากในสตรีมีครรภ์ เป็นเรื่องน่าประหลาดที่การดื่มน้ำ นม น้ำผลไม้ หรือแม้แต่ซุปในปริมาณมาก ช่วยลดภาวะน้ำคั่งได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม

เข้าร่วมคลับสำหรับคุณแม่ 1000 วันแรก

เข้าร่วมคลับสำหรับคุณแม่ แค่คลิกเข้าร่วม คุณแม่ก็จะได้รับคำแนะนำ และแนวทางเกี่ยวกับโภชนาการสำหรับคุณแม่และแต่ละช่วงวัยของลูกน้อยเป็นรายสัปดาห์ผ่านทางอีเมล

  • มาร่วมเดินทางไปกับเรา
  • สาระน่ารู้ช่วงตั้งครรภ์ และการดูแลลูกน้อย
  • พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการ 24 ชม.
  • รอรับข้อเสนอดีๆ อีกมากมายจากเรา

คลิกเพื่อเข้าร่วมคลับ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Article Reviews

0 ทบทวน